วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

โรงเรียนหอวัง จ.กรุงเทพมหานคร


ตึกหอวัง
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( พ. ศ. ๒๔๑๑ - ๒๔๕๓ ) ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตึกใหญ่ขึ้นหลังหนึ่งที่กลางทุ่งปทุมวัน เรียกกันเป็นสามัญว่า “ ตึกหอวัง ” พระราชทานให้เป็นวังที่ประทับของ “ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฏราชกุมาร ซึ่งเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ที่ประสูติ แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี และทรงเป็นพระเชษฐาร่วมพระอุทรของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศ อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฏราชกุมารพระองค์แรกของกรุงสยาม ไม่ทันได้เสด็จพระบรมราชสมบัติตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระบรมาราชชนก เพราะประชวรด้วยพระโรคอวัยวะภายในพระอุระพิการได้เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ. ศ. ๒๔๓๗ ขณะทรงมีพระชนมายุเพียง ๑๖ พรรษา ๖ เดือน กับ ๗ วัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธกรมขุนเทพทวาราวดี ซึ่งเสด็จไปศึกษา ณ ประเทศอังกฤษเป็นปีที่ ๒ ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามากุฏราชกุมาร เป็นพระองค์ที่สอง
ต่อมา เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฏราชกุมาร ได้ทรงรับรัชทายาทเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็น พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. ๒๔๕๓ และในปีเดียวกันนี้เอง ได้พระราชทานวังนี้พร้อมที่ดินบริเวณรอบๆ วัง จำนวน ๑,๐๐๐ ไร่เศษ ให้เป็นสมบัติของ “ โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “ตามประกาศลงวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๕๓ หรือที่ได้พระราชทานนามใหม่ในเวลาต่อมาว่า” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๔๕๙
ต่อมาได้มีการตั้งแผนกฝึกหัดครูของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขึ้น จึงได้มีโรงเรียนมัธยมหอวังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขึ้นเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๔๗๒ เพื่อให้บรรดานิสิตของแผนกฝึกหัดครู หาความชำนาญในด้านการสอน และใช้ พระตำหนัก คือ ตึกหอวัง เป็นอาคารเรียน


การย้ายโรงเรียน
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘ ทางราชการต้องการให้มีสนามกีฬาแห่งชาติ และเมื่อพิจารณาความเหมาะสมเรื่องที่ตั้งการก่อสร้างแล้วเห็นว่า บริเวณโรงเรียนมัธยมหอวังฯ เป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นบริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ จึงให้โรงเรียนมัธยมหอวังฯ ย้ายไปยังอาคารเรียนที่สร้างใหม่ คือ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ถนนพญาไท อำเภอปทุมวัน ซึ่งในปัจจุบันยังคงมีป้ายชื่อ “ โรงเรียนหอวังแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ” อยู่บนอาคารเรียนของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา( ตึก ๑) ตามเดิม


การสลายตัว
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๑ ทางราชการมีความจำเป็นต้องตั้ง “ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ” เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการศึกษาของชาติในระยะนั้น ที่ว่าผู้ที่จะศึกษาในขั้นอุดมศึกษา จะต้องผ่านในขั้นเตรียมอุดมศึกษาก่อน หลักสูตร ๒ ปี ดังนั้น ม.ล. ปิ่น มาลากุล จึงได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดตั้ง “ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ” ขึ้น ส่วน โรง เรียนมัธยมหอวังฯ ก็ต้องสลายไป ซึ่งพวกเราชาวหอวังเข้าใจว่าเป็นการสลายตัวเพียงกิจกรรมเท่านั้น ป้ายชื่อของโรงเรียนก็ยังคงอยู่ ณ ตึกโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ( ตึก ๑ ) ซึ่งการนี้เป็นความเมตตาของศาสตราจารย์ ม.ล. ปิ่น มาลากุล โดยแท้ พระคุณนี้บรรดานักเรียนเก่ามัธยมหอวังฯ ทุกคนไม่เคยลืมจนตราบเทาทุกวันนี้


การก่อตั้งขึ้นใหม่
เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙ บรรดานักเรียนมัธยมหอวังฯ ที่ต้องจากกันนานกว่า ๒๕ ปี และต่างคนก็มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ในส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และธุรกิจเอกชน ได้พบปะหารือกัน ในที่สุดได้พร้อมใจกันจัดตั้ง “ สมาคมนักเรียนเก่ามัธยมหอวังแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ” ขึ้น โดยมีครูจรูญ เสตะรุจิ เป็นนายกสมาคมฯ และมีศาสตราจารย์ ม.ล. ปิ่น มาลากุล อดีตอาจารย์ใหญ่และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้น เป็นประธานในพิธีเปิดป้ายสมาคมฯ ต่อมาได้มีมติในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารฯ ว่า “ โรงเรียนมัธยมหอวังแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ควรมีขึ้นอีก ”ฯพณฯ ม.ล. ปิ่น มาลากุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ให้สมาคมฯ พิจารณาที่ดินที่ลาดพร้าว ซึ่งคุณหญิงบดินทรเดชา มอบให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นแห่งแรก และกรมสามัญศึกษาได้แนะนำที่ดิน ที่กองทัพอากาศ บริจาคให้กระทรวงศึกษาธิการ ที่ กม. ๒๘ ถนนพหลโยธินเป็นแห่งที่สอง สมาคมนักเรียนเก่ามัธยมหอวังฯ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ที่ดินที่ลาดพร้าวมีเงื่อนไขซึ่งไม่อาจคล้อยตามได้ และที่ดินที่กองทัพอากาศดอนเมืองก็ใกล้สนามบินดอนเมืองเกินไปไม่เหมาะสม และกรมสามัญศึกษาได้แนะนำ โรงเรียนบางเขนวิทยา เป็นแห่งที่สอง สมาคมฯ ได้พิจารณาเป็นว่าโรงเรียนบางเขนวิทยา ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการประกาศตั้งแต่เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๐๙ มีความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ในที่สุดกระทรวงศึกษาธิการได้พิจารณาอนุมัติโดยได้มีการประกาศเป็นทางการ คือ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เปลี่ยนชื่อโรงเรียนบางเขนวิทยา เป็นโรงเรียนหอวัง ประกาศ ณ วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๑๑ ทั้งนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๐ เป็นต้นไป ลงนามโดย ศาสตราจารย์หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีอักษรย่อ ห.ว. และได้รับความช่วยเหลือส่งเสริมจากสมาคมนักเรียนเก่ามัธยมหอวังฯ เป็นอย่างดียิ่ง
หลังจากที่ได้ก่อตั้งโรงเรียนหอวังแล้ว คณะผู้บริหารของโรงเรียนหอวังได้สร้างความเจริญก้าวหน้ามาโดยลำดับ การจัดสร้างอาคารเรียนได้ปรับปรุงพัฒนาขึ้นตลอดมา จนกระทั้งเมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๓๘ โรงเรียนหอวังได้งบประมาณสร้างอาคารเรียนเก้าชั้น นับเป็นอาคารเรียนลำดับที่ ๑๐ จำเป็นต้องยุบอาคารเรียนหลัง ๑ และ ๒ เพื่อใช้พื้นที่สร้างอาคารใหม่ สามารถใช้เป็นห้องเรียน และห้องปฏิบัติการได้เพียงพอแก่ความต้องการ และได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ให้ใช้พระนามของ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เป็นชื่ออาคาร โรงเรียนหอวังจึงได้มี อาคารวชิรุณหิศ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ชาวหอวังเป็นล้นพ้น

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ความเป็นมาก่อนจัดตั้งมหาวิทยาลัย

การจัดตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นของวิวัฒนาการจากการจัดการศึกษาวิชาเกษตรของประเทศ ซึ่งเริ่มในระบบโรงเรียนวิชาชีพ ในสมัยเริ่มแรก อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะดังนี้
1) ระยะต้น (พ.ศ. 2447-2456) เป็นระยะก่อตั้งระบบการศึกษาวิชาเกษตร ให้เป็นระบบโรงเรียนของไทย เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2447 เมื่อ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม องค์อธิบดีกรมช่างไหมในกระทรวงเกษตราธิการ ได้ทรงจัดตั้งโรงเรียนช่างไหมขึ้น ณ ท้องที่ตำบล ทุ่งศาลาแดง กรุงเทพมหานคร ในบริเวณเดียวกันกับส่วนหม่อน และสถานีทดลองเลี้ยงไหม โดยจัดการศึกษาหลักสูตร 2 ปี สอนเกี่ยวกับวิชาการ เลี้ยงไหมโดยเฉพาะ ต่อมาใน พ.ศ. 2449 ได้ขยายหลักสูตรเป็น 3 ปี โดยเพิ่มวิชาการเพาะปลูกพืชอื่น ๆ เข้าในหลักสูตร ตลอดจนได้เริ่มสอนวิชา สัตวแพทย์ด้วย และได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียน เป็นโรงเรียนวิชาการเพาะปลูก ในปี พ.ศ. 2451 กระทรวงเกษตราธิการ ได้รวมโรงเรียนที่อยู่ในสังกัด 3 โรงเรียนคือโรงเรียนแผนที่ (จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2425) โรงเรียนกรมคลอง (จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2448) และโรงเรียนวิชาการเพาะปลูก เป็นโรงเรียนเดียวกันเพื่อผลิตคนเข้ารับราชการในกรมกองต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตราธิการ โดยใช้ชื่อโรงเรียนว่าโรงเรียนกระทรวงเกษตราธิการ และย้ายสถานที่ตั้งมารวมกัน ณ พระราชวังสระปทุม พร้อมกับได้ให้เรียบเรียงหลักสูตรใหม่ซึ่ง ถือได้ว่าเป็นหลักสูตรระดับอุดมศึกษาวิชาเกษตรศาสตร์ หลักสูตรแรกของประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการสอนหลักสูตรใหม่นี้ในปี พ.ศ. 2452 ในปี พ.ศ. 2456 รัฐบาลได้ยกโรงเรียนกระทรวงเกษตราธิการไปรวมเข้ากับโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ด้วยเหตุที่วัตถุประสงค์ของโรงเรียนกระทรวง เกษตราธิการตรงกับพระราชดำริในการจัดตั้งโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ซึ่งได้ทรงจัดตั้งขึ้นในกระทรวงธรรมการงานการศึกษาวิชาเกษตรศาสตร์ จึงมาสังกัดกระทรวงธรรมการ

2) ระยะกลาง (พ.ศ. 2457-2466) เป็นการจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถม-กสิกรรม เจ้าพระยาธรรศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เสนาบดี กระทรวงธรรมการได้จัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมหอวัง ณ บ้านสวนหลวง กรุงเทพมหานคร โรงเรียนนี้รับผู้จบชั้น ม.3 (เปลี่ยนเป็น ม.6 ในระยะต่อมา) เข้าศึกษาในหลักสูตร 2 ปี เพื่อรับประกาศนียบัตรประโยคครูประถมกสิกรรม (ปป.ก.) และในปี พ.ศ. 2461 ได้ย้ายที่ตั้งไปอยู่ที่ตำบล พระประโทน อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

3) ระยะปลาย (พ.ศ. 2467-2485) เป็นการขยายโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมไปสู่ทุกภาค โดยได้ย้ายโรงเรียนจากตำบลพระประโทน จังหวัด นครปฐม ไปตั้งที่ตำบลบางสะพานใหญ่ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี พ.ศ. 2467 และจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมขึ้นใหม่ อีกแห่งหนึ่งที่ตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ในปี พ.ศ. 2469 ต่อมาการจัดการศึกษาวิชาเกษตรในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา นั้น ได้ดำเนินการในรูปแบบของโรงเรียนประถมวิสามัญกสิกรรม และโรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรมหลายแห่ง ในปลายปี พ.ศ. 2474 หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร อธิบดีกรมตรวจกสิกรรมในกระทรวงเกษตราธิการ ทรงดำริว่าควรจัดตั้งสถานีทดลองกสิกรรมขึ้นที่ ภาคอีสาน ภาคใต้และภาคพายัพ พร้อมกับโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรม เพื่อให้งานวิจัยการเกษตรดำเนินควบคู่ไปกับการให้การศึกษาในสาขา เกษตรศาสตร์ จังได้จัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมกับสถานีทดลองกสิกรรมตามภาคต่าง ๆ มีผลให้กระทรวงเกษตราธิการจัดการศึกษาวิชา เกษตรศาสตร์ใหม่ ในปี พ.ศ. 2476 จัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมโนนวัด ตำบลโนนสูง อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา และโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรม แม่โจ้ ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2477 จัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมคอหงษ์ ตำบลคอหงษ์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แนวคิดในการดำเนินงานสถานีทดลองกสิกรรมควบคู่กับโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมทั้ง 3 แห่ง นับได้ว่าเป็นต้นแบบอย่างอันดียิ่งของการประสาน ระหว่างงานวิจัยทดลองและงานศึกษา หัวหน้าสถานีและอาจารย์ใหญ่ชุดแรก ได้แก่ หลวงอิงคศรีกสิการ (ที่โนนวัด) หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ (ที่คอหงส์) และพระช่วงศิลปการ (ที่แม่โจ้)
ในปี พ.ศ. 2478 นโยบายการศึกษาสาขาเกษตรศาสตร์ได้เปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง กล่าวคือรัฐบาลในขณะนั้นเกรงว่าจะมีการผลิตครูเกษตรเกินความ ต้องการของประเทศ จึงมีดำริที่จะยุบโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมทั้ง 3 แห่ง หลวงอิงคศรีกสิการ หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ และพระช่วงเกษตร ศิลปการจึงได้ร่วมกันเสนอโครงการให้คงโรงเรียนฝักหัดครูประถมกสิกรรมที่แม่โจ้ พร้อมกับจัดตั้งโรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรมขึ้นแทนซึ่งต่อมา ได้ยกฐานะขึ้นเป็นวิทยาลัย ชื่อ "วิทยาลัยเกษตรศาสตร์" มีฐานะเป็นกองวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในกรมเกษตรและประมง ผู้ที่ได้รับแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการคนแรกของวิทยาลัยได้แก่พระช่วงเกษตรศิลปการ ในปี พ.ศ. 2478 กระทรวงเกษตราธิการได้จัดตั้งโรงเรียนวิชาชีพเฉพาะขึ้นอีกแห่งหนึ่งที่จังหวัดแพร่ คือโรงเรียนป่าไม้ ซึ่งเปิดสอนหลักสูตร 2 ปี และ ได้โอนกิจการไปเป็นส่วนหนึ่งของวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนวนศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2481 กระทรวงเกษตราธิการได้จัดตั้งสถานีเกษตรกลางขึ้นในท้องที่ อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร อันเป็นที่ตั้งวิทยาเขตหลักของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน และได้ย้ายวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จากแม่โจ้มาบางเขน มีหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจเป็นผู้อำนวยการวิทยาลัย เปิดสอนหลักสูตร 3 ปี ในระดับอนุปริญญา โดยมี 3 แผนก คือแผนกเกษตรศาสตร์กับแผนกสหกรณ์ ซึ่งเปิดสอนที่บางเขน (สำหรับนักศึกษาแผนก สหกรณ์ ชั้นปีที่ 3 ต้องไปเรียนที่กรมสหกรณ์ ท่าเตียน เพื่อสะดวกในการอบรมวิชาภาคปฏิบัติ) และแผนกวนศาสตร์ซึ่งเปิดสอนที่โรงเรียนวนศาสตร์ จังหวัดแพร่ (ต่อมาโรงเรียนวนศาสตร์ได้แยกดำเนินกิจการในลักษณะเดิมอีกตั้งแต่

พ.ศ. 2499)



ประวัติโดยสังเขป
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรทางการเกษตรแห่งแรกของประเทศไทย โดยถือกำเนิดจากโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรม เมื่อ พ.ศ. 2460 ต่อมาได้ขยาย ยกฐานะเป็นวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และพัฒนาจนกระทั่งเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ฉบับแรก เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2486 ในระหว่าง พ.ศ. 2486 - 2504 มีพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใช้ 6 ฉบับ ฉบับที่ใช้นานที่สุดคือ พ.ศ. 2511 สำหรับพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2541 เป็นฉบับปัจจุบันได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับกฤษฎีกา เล่ม 115 ตอนที่ 15 ก เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2541
ปัจจุบันมหาวิทยาลัยได้ดำเนินภารกิจเพื่อสนองนโยบายการกระจายโอกาสทางการศึกษาของรัฐบาลใน 4 วิทยาเขต ได้แก่ วิทยาเขตบางเขน, วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม, วิทยาเขตศรีราชา จังหวัดชลบุรี และวิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติจังหวัดสกลนคร และวิทยาเขตที่อยู่ระหว่างการจัดตั้งอีก 3 วิทยาเขต คือ วิทยาเขตกระบี่ วิทยาเขตลพบุรี และวิทยาเขตสุพรรณบุรี โดยมุ่งเน้นการพัฒนาตามศักยภาพและความต้องการของชุมชน

แนะนำมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรทางการเกษตรแห่งแรกของประเทศไทย ถือกำเนิดมาจากโรงเรียนฝึกหัดครู ประถมกสิกรรม เมื่อ พ.ศ. 2460 ต่อมาได้ขยายและยกฐานะขึ้นเป็นวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และพัฒนาจนกระทั่งก่อตั้งเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2486 ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประกอบด้วยวิทยาเขตที่เปิดเรียนแล้ว 4 วิทยาเขต และ 1 โครงการจัดตั้ง ได้แก่ วิทยาเขตบางเขน วิทยาเขตกำแพงแสน วิทยาเขตศรีราชา วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร และโครงการจัดตั้งวิทยาเขตสุพรรณบุรี



ตราประจำมหาวิทยาลัย
ตราประจำมหาวิทยาลัยเป็นรูปวงกลม มีรูปพระพิรุณทรงนาคอยู่กึ่งกลาง ล้อมรอบด้วยกลีบบัวคว่ำและกลีบบัวหงายและมีข้อความว่า "มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ.๒๔๘๖" ล้อมรอบเป็นชั้นนอกสุด ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายราชการ พุทธศักราช 2482 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 เล่มที่ 114 ตอนพิเศษ 104 ง

ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยนนทรีทรงปลูก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปลูกต้นนนทรี จำนวน ๙ ต้น ณ บริเวณหน้าหอประชุม มก. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๐๖ เวลา ๑๕.๓๐ น. นับเป็นวันประวัติศาสตร์ นนทรีทรงปลูกที่ชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต้องจารึกไว้ในดวงจิตอย่างไม่มีวันลืม
ต้นนนทรี (Peltophorum pterocarpum ) เป็นไม้ยืนต้นในตระกูล Leguminasae มีอายุยาวนาน ใบเขียว ตลอดปี ลำต้นแข็งแรง เปลือกสีเทาอม น้ำตาล ชูกิ่งก้านสาขาแผ่เรือนยอดสู่เบื้องบน ใบเป็นช่อแบบขนนกสองชั้น ดอกสีเหลือง ออกรวมกันเป็นช่อตั้ง ชี้ขึ้นตามปลายกิ่ง ผลเป็นฝักแบน ๆ เกลี้ยง ฝักอ่อนสีเขียว เมื่อ แก่ออกสีน้ำตาลแดง ทนทานในทุกสภาพ อากาศ >> รายละเอียดเพิ่มเติม >>


สีประจำมหาวิทยาลัย


สีประจำมหาวิทยาลัยคือ สีเขียวใบไม้



ที่ตั้ง

เลขที่ 50 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 14 มุมถนนงามวงศ์งาน บรรจบกับถนนพหลโยธิน